บทที่ 9 บทที่ 9 รอยด้าน
กลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วบดสายพันธุ์อาราบิก้าแท้ลอยกรุ่นออกมาจากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว ขิงเดินถือถาดไม้ที่บรรจุถ้วยกาแฟและจานใส่มาการองมาตามโถงทางเดินอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ชุดเมดกระโปรงสุ่มแสนสั้นนี่ทำให้เธอรู้สึกหวิวๆ ที่ต้นขาตลอดเวลา จนต้องเดินหนีบเข่าเข้าหากันนิดๆ เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียดเกินไปในสายตาคนรอบข้าง
เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องสมุด ขิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับสีหน้าให้กลายเป็นเด็กสาวชาวดอยผู้ซื่อบื้อ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งดันประตูเข้าไปเบาๆ
ภายในห้องสมุดเงียบสงบ แสงแดดสายัณห์สาดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาตกกระทบโซฟาหนังตัวยาว ศิลายังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่ไม่ได้ถือแท็บเล็ตอีกแล้ว ชายหนุ่มเอนศีรษะพิงพนักโซฟา เปลือกตาปิดสนิท คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นิ้วมือเรียวยาวกำลังนวดคลึงที่ขมับของตัวเองเบาๆ ท่าทางของเขาดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ไร้ซึ่งรัศมีของมาเฟียจอมเผด็จการที่คอยกลั่นแกล้งเธอเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
ภาพนั้นทำให้ไวเปอร์ชะงักไปเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นศิลาในมุมที่ดู... เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่อ่อนล้าจากการทำงาน ไม่ใช่เป้าหมายระดับ S-Class ที่ดูอันตรายตลอดเวลา
"กาแฟ... กาแฟมาแล้วเจ้า" ขิงส่งเสียงเรียกเบาๆ พร้อมกับวางถาดลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าเขา
ศิลาลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาคมกริบดูอ่อนแสงลงกว่าปกติ เขามองถ้วยกาแฟสลับกับมองร่างเล็กที่ยืนหนีบเข่าเอามือกุมประสานกันอยู่ด้านหน้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"นั่งลงสิ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ไม่ได้มีความกวนประสาทเจือปนอยู่เลย พลางตบที่ว่างบนโซฟาข้างตัว
"ป... เปิ้นเป็นคนรับใช้ นั่งตีเสมอเจ้านายบ่ได้หรอกเจ้า"
"ฉันสั่งให้นั่งก็นั่งเถอะน่า ขิง" ศิลาพูดเสียงเรียบ "ยืนเกร็งจนขาจะพับอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ชุดนั้นมันคงทำให้เธอเมื่อยน่าดู... นั่งพักซะ ฉันไม่ได้ใจร้ายขนาดจะใช้งานเด็กผู้หญิงให้ยืนตลอดทั้งวันหรอกนะ"
ไวเปอร์เม้มปาก ลึกๆ ก็แอบแปลกใจที่เขาไม่ได้หยิบยกเรื่องชุดกระโปรงสั้นมาแซว แต่ก็ไม่ได้โยนเสื้อโค้ตมาคลุมให้แบบพระเอกในละครน้ำเน่า เขาแค่แสดงความใส่ใจแบบเรียบง่ายด้วยการอนุญาตให้เธอได้พักขา เธอจึงจำใจหย่อนตัวลงนั่งบนขอบโซฟา ห่างจากเขาพอสมควร แต่ก็ยังรักษากิริยาให้ดูเจียมเนื้อเจียมตัว
ศิลาเอื้อมมือไปหยิบถ้วยกาแฟขึ้นจิบ ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องสมุดอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้อึดอัดเหมือนเคย จู่ๆ มาเฟียหนุ่มก็วางถ้วยกาแฟลง แล้วเลื่อนจานมาการองราคาแพงไปตรงหน้าขิง
"กินสิ"
"จ... เจ้า? ของเปิ้นก่อเจ้า?" ขิงชี้หน้าตัวเอง ทำตาปริบๆ
"อืม ของเธอ ฉันไม่ชอบกินของหวาน" ศิลาพูดพลางมองหน้าเธอ "น้ำตาลจะช่วยให้สมองแล่น เธอจะได้มีแรง... ทำงานบ้านต่อ"
"ขอบคุณเจ้า นายท่านใจดีขนาด" ขิงยิ้มกว้างจนตาหยี แสร้งทำเป็นดีใจสุดขีด เธอหยิบมาการองสีชมพูขึ้นมากัดคำเล็กๆ เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
ศิลานั่งเท้าคางมองเด็กสาวที่กำลังเคี้ยวขนมแก้มตุ่ย สายตาของเขาเลื่อนต่ำลงมาหยุดอยู่ที่ฝ่ามือเล็กๆ ของเธอที่กำลังจับชิ้นขนมอยู่ รอยขีดข่วนจางๆ จากปลายมีดเมื่อเช้ายังมีพลาสเตอร์สีเนื้อแปะทับไว้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขา
ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้โดยที่ขิงไม่ทันตั้งตัว มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเล็กของเธอเอาไว้เบาๆ
ไวเปอร์สะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณเกือบจะสั่งให้เธอสะบัดมือออกและพลิกตัวล็อกคอเขา แต่เธอกัดฟันระงับมันไว้ได้ทัน
"นายท่าน... มีอะหยังเจ้า?" ขิงถามเสียงตะกุกตะกัก มองมือของเขาที่กำลังแบมือเธอออก
ปลายนิ้วหัวแม่มือของศิลาลูบไล้ไปตามเนินเนื้อใต้โคนนิ้วและที่ปลายนิ้วชี้ข้างขวาของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นทำให้ไวเปอร์รู้สึกชาวาบไปทั้งสันหลัง เพราะบริเวณที่เขากำลังลูบอยู่นั้น... คือ 'รอยด้าน' ของนักฆ่า
"มือเธอนี่... แปลกดีนะ ขิง" น้ำเสียงของศิลาเย็นเยียบลงเล็กน้อย ดวงตาคมดุจเหยี่ยวช้อนขึ้นสบตากับดวงตากลมโตของเธอ "รอยด้านพวกนี้... มันไม่ได้เกิดจากการจับไม้กวาดหรือด้ามจอบด้ามเสียมเลยสักนิด"
หัวใจของไวเปอร์กระตุกวูบ เลือดในกายเย็นเฉียบ กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนในร่างกายเกร็งแน่นเตรียมพร้อมปะทะ มือซ้ายที่วางอยู่บนตักแอบเกร็งนิ้วเตรียมฉกเข้าที่ลูกกระเดือกของคนตรงหน้า หากเขาพูดคำว่า 'ปืน' หรือ 'นักฆ่า' ออกมา แปลว่าเขาจับได้แล้วว่าเธอเป็นมือสังหารแฝงตัว แล้วเธอก็คงจะต้องลงมือทันที!
"รอยด้านที่ปลายนิ้วชี้ กับง่ามนิ้วโป้งแบบนี้..." ศิลาพูดช้าๆ เน้นทีละคำ รอยยิ้มที่อ่านไม่ออกผุดขึ้นที่มุมปาก "ถ้าคนไม่รู้... คงคิดว่าเธอเป็นพวกมือปืนรับจ้าง หรือไม่ก็พวกนักฆ่าที่คุ้นเคยกับการเหนี่ยวไกปืนมาเป็นสิบๆ ปีเลยนะเนี่ย"
เฮือก!
ขิงกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่ได้เสแสร้งเลยแม้แต่นิดเดียว หมอนี่รู้! เขารู้จริงๆ ด้วย!! ไวเปอร์เตรียมจะพลิกตัวโจมตีในเสี้ยววินาที
"แต่ก็นะ..." ศิลาหัวเราะหึๆ ในลำคอ ปล่อยมือขิงให้เป็นอิสระ แล้วเอนหลังพิงโซฟาตามเดิมท่าทางสบายๆ "ฉันคงจะดูหนังแอ็กชันมากไปหน่อย... รอยด้านแบบนี้ มันก็คงจะเหมือนกับตอนที่เธอกำด้ามมีดพร้าสับฟืนบนดอยนั่นแหละ ใช่ไหม? สับทุกวัน สับจนนิ้วด้านไปหมด น่าสงสารจริงๆ"
บรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบจะขาดผึงเมื่อครู่ มลายหายไปราวกับถูกสับสวิตช์
ไวเปอร์ลอบพ่นลมหายใจออกมายาวๆ อย่างโล่งอกจนแทบจะทรุดลงไปกองกับโซฟา มือซ้ายที่เกร็งเตรียมฆ่าค่อยๆ คลายออก เธอกะพริบตาถี่ๆ ปั้นหน้าซื่อบื้อตอบกลับไป
"จ... เจ้า! เปิ้นสับฟืนทุกวันเลยเจ้า ด้ามพร้ามันแข็ง รอยด้านเลยขึ้นเต๋มมือไปหมด นายท่านผ่อหนังนักไปแล้วเจ้า เปิ้นจะไปเกยจับปืนอะหยังตี้ไหนกันเจ้า"
"นั่นสิเนอะ" ศิลายิ้มรับมุมปาก แววตาพราวระยับอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า "เด็กดอยหน้าตาซื่อๆ ซุ่มซ่ามอย่างเธอ จะไปฆ่าใครเป็น... แค่เจอมีดตกใส่เมื่อวันก่อนก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้ว"
แม้คำพูดจะฟังดูเหมือนเชื่อสนิทใจ แต่สัญชาตญาณของไวเปอร์ร้องเตือนดังลั่น หมอนี่ไม่ได้เชื่อเธอเลยสักนิด! เขาแค่กำลังโยนหินถามทางและสนุกที่ได้ปั่นประสาทเธอเล่น!
"กินขนมต่อเถอะ เดี๋ยวฉันจะตรวจเอกสารต่อแล้ว นั่งเงียบๆ ไปล่ะ อย่าซุ่มซ่ามทำของในห้องฉันพังเชียว" ศิลาตัดบท ดึงแท็บเล็ตกลับมาเปิดดูต่อ ปล่อยให้ขิงนั่งเคี้ยวมาการองด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
มาเฟียหนุ่มลอบมองเด็กสาวที่กำลังนั่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกินขนมอยู่เงียบๆ ด้วยหางตา เขาจงใจพูดแหย่ให้เธอสติแตกไปอย่างนั้นเอง การได้เห็นมือสังหารระดับพระกาฬพยายามอย่างหนักที่จะซ่อนความอำมหิตไว้ภายใต้หน้ากากเด็กซื่อบื้อ มันเป็นความบันเทิงที่ทำให้ความเครียดจากการทำงานของเขาหายเป็นปลิดทิ้ง
'อดทนเก่งจริงๆ ยัยอสรพิษ' ศิลาคิดในใจ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาโดยที่เจ้าตัวก็ไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่า แววตาที่เขามองเธอนั้น... มันเต็มไปด้วยความเอ็นดูมากแค่ไหน
